หลีเป๊ะ: 2nd day

เล่าเรื่องเที่ยวหลีเป๊ะต่อในวันที่สองครับ

.......................

หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักแล้วก็เตรียมตัวนอนแล้ว
เนื่องจากการไปเกาะหลีเป๊ะนั้น เราต้องไปขึ้นรถตู้ไปท่าเรือปากบะรา
ซึ่งรถแต่ละเที่ยวที่ออกเอาแน่เอานอนไม่ได้ คือคนเต็มเมื่อไหร่ถึงจะออก
เราเลยต้องไปแต่เช้า เพื่อการันตีว่าจะไปทันรถรอบ 8 โมง (รถออกทุก 1 ชม. ตามตารางที่บอก ของจริงออกเมื่อไหร่ ไม่รู้)
เพราะจากหาดใหญ่ไปท่าเรือปากบะราจะใช้เวลาราวๆ 2 ชม. ไม่เกิน ซึ่งเรือเราออก 11.30
ถ้าไปไม่ทันรถรอบ 8 โมง ก็ต้องรอรอบ 9 โมง แล้วจะบอกทำไมเนี่ย
ปัญหาคือไอ้รถรอบเก้าโมงนั้น ถ้าคนยังไม่เต็ม มันก็จอดแช่รอไปเรื่อยๆ คนเต็มเมื่อไหร่ค่อยออกรถ
ซึ่งถ้ามันออกช้า เราก็มีโอกาสมากๆที่จะตกเรือ

ดังนั้นในวันถัดมาผมก็เลยตื่นมาตอน 6.00
เนื่องจากผมต้องไปเจอน้องๆในคณะที่ที่พักของน้องตุ๊
ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วเดินทางไปหาข้าวเข้ากินใน มอ. กันก่อน

กินข้าวเสร็จเราก็นั่งรถแดงมาต่อรถตู้กันครับ
แต่เนื่องจากเรากินข้าวกันนานไปหน่อย T_T
พอมาถึงท่ารถตู้ก็ 8.15 แล้ว เลยต้องรอเที่ยวถัด

ท่ารถตู้หน้าตาแบบนี้ ไม่มีข้าวขายทั้งสิ้นต้องหากินมาก่อน
มีแค่พวกร้านขายน้ำ



แต่โชคดีที่คนมาเต็มรถก่อน เรารอสักครึ่งชม. รถมันก็ออก
เพราะเนื่องจากถ้าคนเต็มมันก็ออกเลย ก็เลยเป็นว่า ถ้าคนครบก่อนเวลา
มันก็ออกเลยเหมือนกัน ฮ่าๆๆ


เนื่องจากเรือของเรานั้น ตามเวลามันจะออก 11.30 ซึ่งเรือที่เราจองไว้เป็น speed boat ของ หลีเป๊ะเฟอรี่แอนด์สปีดโบ้ท
ค่าเรือไป-กลับ ปกติ 1,200 บาท แต่เราให้ที่รีสอร์ทเค้าจองให้ เลยได้ราคา 900 บาทเท่านั้น

ไปถึงท่าเรือปากบะราตอน 11 โมงครับ พอเดินไปท่าเรือ มันบอกเรือออก 11.30 เราก็เลยรีบไปซื้อน้ำซื้อของกินตุนกันก่อน
เห็นคนเต็มท่าเรือเลย เราก็รอๆไป รอไปจน 11.30 แล้ว เรือมันก็ยังไม่ออก
ฝรั่งคนหนึ่งมาคุยกับผม พอเราคุยกันเรื่องเวลาเรือออกที่ยังไม่ออกตามเวลาที่บอกสักที
ฝรั่งมันพูดว่า "Thai Time" ฮ่าๆๆ

เรือแม่งช้าจน 12.00 เราถึงได้ออกเรือครับ



เรือวิ่งมาได้ 30 นาทีก็มาถึงเกาะตะรุเตา
ซึ่งเรือก็จอดให้เราเดินลงไปกินข้าวและเดินดูอุทยาน
ตรงนี่จะเสียค่าเข้าอุทยานคนละ 20 บาทครับ ซึ่งเราต้องเก็บตั๋วไว้ด้วย
เพราะเวลาไปขึ่นเกาะอื่นๆ เค้าจะขอดูครับว่าเราจ่ายค่าเข้าอุทยานมาหรือยัง

พอขึ้นเกาะได้ เราก็เลยกินข้าวที่ซื้อเตรียมมาตั้งแต่ตอนเช้า
ซึ่งของผมเป็นข้าวหมูแดงจากร้านโรงอาหารใน มอ. ราคา 30 บาท ฮ่าๆๆ
พอกินเสร็จก็ถ่ายรูปเล่นตามประสา โดยเรือที่เรามาด้วยนั่นมีทัวร์ของ "อันดามันทัวร์" มาด้วย
ซึ่งทัวร์ของอันดามันนั้น พอกินข้าวเสร็จเค้าก็พาลูกทัวร์ไปดูพิพิธภัณบนเกาะ

ผมก็คิดในใจว่า

แม่ง... มาเที่ยวทะเล มึงจะพากันไปเดินดูพิพิธภัณทำไมเนี่ย
ดูทะเลสิ ดูทะเล



ถ่ายรูปได้สักหน่อย เจ้าหน้าที่ประจำเรือเค้าเลยมาเรียกเราขึ้นเรือครับ
เพื่อเดินทางต่อไป "เกาะไข่" ครับ ซึ่งจากตะรุเตามาเกาะไข่ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ก็นั่งเรือจนง่วงล่ะครับ ค่อยไปถึง

พอเรือเดินทางมาถึงเกาะไข่ เจ้าหน้าที่ก็บอกเราว่า เค้าไม่สามารถจอดรอเราที่เกาะไข่ได้ เพราะต้องเทียบเรือที่ท่าหลีเป๊ะให้ทันเวลา
เนื่องจากเรือออกเลท ซึ่ง... มันออกเลทเพราะกูไหม ก็มึงเลทเองไม่ใช่เหรอ
แต่ถ้าเราอยากลงไปถ่ายรูป ก็ต้องรอเรือถัดไปมารับซึ่งน่าจะมาในอีก 30 นาที

น้องที่ไปด้วยเหมือนลังเลว่าจะลงดีไหม แต่พอผมชะโงกออกไปดูน้ำเท่านั้น ผมคิดอย่างเลย

"ลงเลยๆ ใครไม่ลงก็ช่าง กูลง!!!"

ก็ดูน้ำครับ ใสชิบหาย



ผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ



ซุ้มหินโค้งรักนิรันดร์ครับ เห็นว่าใครมาลอดโค้งหินนี้แล้วจะรักกันตลอดไป ว่างั้น



หลังจากถ่ายรูปท่ามกลางแดดร้อนแบบเหงื่อตกกีบ
รอไปสักหน่อยเรือมันก็มาครับ
แต่พอขึ้นเรือไป แทนที่เราจะได้นั่งเรือออกไปเกาะหลีเป๊ะทันที
กลายเป็นว่า เรือแม่งเสียซะงั้น... โอ้... ชิท ทีนั่งก็ไม่พอ
ก็เลยต้องมาเสียเวลาซ่อมเรืออยู่ครึ่งชม. ค่อยเดินทางต่อไปได้
กว่าจะมาถึงโป๊ะรอเรือเมล์ ก็บ่ายสามกว่าๆแล้วครับ เซงๆ
มาถึงนี่ เราต้องต่อเรือเมล์ไปที่รีสอร์ทอีกต่อครับ
เรื่องจากเรือใหญ่ไม่สามารถเข้าไปที่เกาะได้ ซึ่งเราจะเสียค่าเรือเมล์คนละ 50 บาท
ก็จ่ายให้คนคุมที่นั่นเลย ซึ่งก็เป็นเรือขอวชาวบ้านที่นั่นล่ะครับ
เค่้าก็จะถามเราว่าไปที่ไหน เรือก็จะพาเราไปส่งถึงที่เลย อารมณ์ก็เหมือนๆที่เกาะพีพี





ประมาณบ่ายสี่โมงเราก็มาถึงที่พักที่เราควรจะมาถึงตั้งแต่บ่ายสองครับ
พอเก็บของเข้าที่พัก เราก็นัดกันว่า เด๊๋ยวเย็นจะเดินไปกินข้าวที่หาดพัทยาครับ
2