หลีเป๊ะ: 2nd day (จบวัน)

มาต่อวันที่สองให้จบครับ

...................................................................



พอมาถึงที่พักของเราที่ชื่อ Mountain Resort เป็นรีสอร์ทที่เรียกว่า
วางตัวอยู่บนเนินเขาอย่างชื่อของมันน่ะล่ะครับ
ตอนแรกที่เลือกที่นี่เพราะคิดว่า เอาวะ... รีสอร์ทติดทะเล หาที่ไหนก็ได้
แต่รีสอร์ทที่อยู่บนภูเขา มองเห็นวิวทะเล มันไม่ได้หาได้ง่ายๆนะโว้ย...


ซึ่งก็คิดถูกจริงๆ เรื่องความสวยงาม แต่ที่คิดผิดมากๆตอนนั่งเรือมาใกล้จะถึงคือ

"แล้วแมวที่ไหนจะแบกกระเป๋าขึ้นไปบนนั้นล่ะเนี่ย"

โชคดีที่มีพนักงานของรีสอร์ทเดินลงมารับกระเป๋าของเราขึ้นไปให้ เลยเบาแรงได้พอสมควร
ไอ้น้องพนักงานถามผมว่า

"ทำไมมากันเย็นจังเลยครับ" อยากบอกว่า ก็เรือบริษัทที่มึงเลือกให้เสือกเสียอยู่ที่เกาะไข่อยู่ครึ่งชม.น่ะสิครับ
"เรือมันเสียน่ะครับเลยมาช้า"

ภายหลังมารู้ว่าจริงแล้ว ถ้าทุกอย่างตรงเวลา
เราจะมาถึงที่พักตอนบ่ายสอง พระเจ้า นี่มันบ่ายสี่แล้วเน้อ ร้อนสัดๆ
นอกจากจะร้อนสัดๆแล้ว เรายังต้องเดินขึ้นบันไดอันสูงชันราวกับขึ้นไปชมพระธาตุดอยสุเทพยังไงยังงั้น
แต่มองจากบันไดลงมา มันก็สวยดีนะ


พอขึ้นถึงข้างบนที่รับรองแขกที่ซึ่งเป็นร้านอาหารในตัว วิวยิ่งสวยโคตร
แต่ด้วยความที่เหนื่อยเป็นหมาหอบแดด ผมเลยมัวแต่ซัดน้ำเย็นที่ทางริสอร์ทเอามาแจก
ไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่นครับ ในใจคิดอย่างเดียว....

"ขออัพเกรดห้อง เป็นห้องแอร์ยได้ไหม ร้อนชิบหอย"

หลังจากเชคอินได้ห้องแล้ว น้องพนักงานก็พาเราเอากระเป๋ามาส่งที่ห้องพัก
ซึ่งห้องพักเราไม่ได้ติดทะเลนะครับ อยู่ข้างในเข้ามาหน่อย


ราคาคืนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่าโอเคเลย มีอาหารเช้าแถมด้วย
ด้วยความหน้ามึน เราเลยไปขอเจ้าของรีสอร์ทเพื่อขอเอาน้ำและผลไม้ที่ซื้อมาไปขอแช่ในตู้แช่เค้า
ซึ่งผมคิดในใจว่า ไม่โดนด่าไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว เพราะตู้แช่เค้า ก็เห็นชัดเจนว่าเค้าแช่น้ำขาย
ที่ไหนได้

"แช่ตามสบายเลยน้อง" อุวะ... น้ำใจคนที่นี่

เนื่องด้วยผมเป็นคนขึ้ร้อนอย่างรุนแรง พอถึงที่พักได้ เลยขออาบน้ำก่อนทันที
พออาบน้ำเสร็จก็มานอนผึ่งพัดลมสบายอารมณ์ รอไปกินข้าวที่หาดพัทยา



เอ๊ะ... มาหลีเป๊ะ มีพัทยาได้ไง คนที่ไม่เคยมาอาจจะงงครับ
คือทางกายภาพของเกาะนี้ มันมีหาดยาวๆอยู่สองที่ ซึ่งอยู่คนละฝั่งของตัวเกาะ
ฝั่งที่ผมพักเรียกเป็นฝั่งที่สงบเงียบ ไม่มีคนพลุกพล่าน
เค้าเรียกฝั่งนี้ว่า.. อะไรวะ..
ไม่รู้เหมือนกันครับ
เห็นฝรั่งที่มาคุยกับผมที่ท่าเรือปากบะรามันเรียกว่า "Sunset Beach"
ส่วนอีกฝั่ง มันจะคึกครื่นมากกกก มีร้านอโคจรวิถีค่อนข้างเยอะ
และร้านอาหารที่เราจะไปกินส่วนใหญ่มันอยู่ฝั่งนั้นหมดเลยครับ
เค้าเรียกฝั่งนี้ว่า "หาดพัทยา" อารมณ์ประมาณอ่าววงเดือนที่เสม็ดล่ะครับ
คือร้านเหล้าริมทะเลเต็มไปหมด

เราออกเดินจากรีสอร์ทเราตอน 5 โมงเย็น
หลังจากหลงทางมั่วซั่ว เราก็ออกมาถึงหาดพัทยาจนได้
หาดพัทยาเป็นหาดที่มีทรายละเอียดมาก จนเรียกว่าหาดคอฟฟี่เมท
ซึ่งทรายมันก็ละเอียดดีจริงๆนะ

แน่นอน มาถึงนี่ เราก็เดินชักภาพกันตามระเบียบ




จากนั้นเราก็เดินหาร้านกินข้าวกัน ซึ่งวันแรกนี้ เราตั้งใจจะกินที่ร้าน

"คนเลไทยฟู้ด"

ที่มีคนจากพันทิพย์แนะนำมาว่า อร่อยและราคาถูกที่สุดที่หาได้บนเกาะแล้วครับ
ซึ่งอาหารบนเกาะนีค่อนข้าวแพง เพราะตั้งใจขายฝรั่งกันเต็มที่
ทำให้ข้าวตามสั่งจานเดียว เริ่มต้นราคาที่ 100 บาท
แต่ที่ร้านคนเล เริ่มที่ 70 บาทเอง ฮ่าๆๆๆ



มาถึงร้านเราก็สั่งอาหาร 4 อย่าง ประกอบด้วย

  • ทะเลลวกจิ้ม ราคา 120 บาท น้ำจิ้มซีฟูดโคตรอร่อย ผมชอบมาก กินหมดจนต้องขอเพิ่ม
  • ต้มข่าทะเล รสชาติใช้ได้ ราคา 150 บาท
  • ปลาทอดขมิ้น อาหารประจำภาคใต้ รสชาติดี แต่ที่ชั้นล่างห้างฟอร์จูนอร่อยกว่า ราคา 150 บาท
  • คะน้าผัดน้ำมันหอย อร่อยอีกแล้ว แต่จำราคาไม่ได้

ทั้งหมดรวมข้าว 1 โถ รวมน้ำ+น้ำแข็ง คิดค่าเสียหายออกมาแล้วเป็นเงิน 770 บาท
ถือว่าไม่เลวเลยกับคนสีคน ตกคนละไม่ถึงสองร้อยบาท

พอออกจากร้านคนเล เราก็มุ่งหน้าต่อมากินของขึ้นชื่อของเกาะหลีเป๊ะ
ที่กล่าวขานกันหนักหนาว่าอร่อยโคตรๆ นั่นคือ "โรตี" นั่นเองครับ
ร้านโรตีมีของใส่ให้เลือกมากมายมาก ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาทและเพิ่มขึ้นทีละห้าบาทตามหน้าที่ใส่
หลังจากสั่งโรตีแล้ว เราก็มานั่งรอในร้าน ซึ่งตกแต่งได้ดีมาก ต่างจากรูปในพันทิพย์ที่ถ่ายๆกันมาพอสมควร


นั่งรอสักอึดใจ ของที่เราสั่งก็มาถึง




หลังจากกินเสร็จ ก็พบว่ามันไม่ได้อร่อยโคตรอย่างที่ลือแต่อย่างใด
สร้างความผิดหวังแก่ผมพอสมควร
คือโรตีที่หลังตึกสีลมคอมเพล็กซ์อร่อยกว่าเยอะ ว่างั้นเถอะ

หลังจากกินโรตีเสร็จแล้ว เราก็เดินฝ่าความมืดกลับที่พักครับ
ซึ่งทางที่้เดืนกลับมันจะมืดมาก ยังไงให้พกไฟฉายมาด้วยนะครับ
จะได้เดินได้สบายๆ

หลังจากกลับมาถึงที่พัก ผมก็เดินลงไปกินน้ำผลไม้ปั่นที่ร้านของรีสอร์ท
น้ำผลไม้ปั่นราคา 60 บาท อร่อยดีมากครับ
จากนั้นก็กลับไปนอน รอตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ่นในวันถัดไปครับ
1