หลีเป๊ะ: 3rd day

หลังจากดองเค็มมานาน ก็ได้เวลามาเข้าสู่วันที่ 3 กันแล้วครับ
===========================================


วันที่ 3 นี้นับเป็นเช้าวันแรกที่เกาะหลีเป๊ะของเราครับ
และแน่นอนว่า ตามธรรมเนียมการมาเที่ยวไม่ว่าที่ใดก็ตาม
สิ่งที่เราจะทำประจำก็คือการ แหกขี้ตาตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น
ทั้งที่พระอาทิตย์ขึ้นริมทะเลนั้น ส่วนใหญ่มันก็ไม่ค่อยต่างกันนัก

ด้วยความกลัวพลาด shot สำคัญ ผมเองก็เลยวิ่งลงมาเร็วกว่าคนอื่น
เอาว่ากำลังโพล้เพล้ได้ที่เลยทีเดียว

แต่เนื่องจากหาดที่เราอยู่มันเป็นหาดไว้ดูพระอาทิตย์ตก
ส่วนพระอาทิตย์ขึ้นนั้น ต้องลากสังขารไปดูหาดข้างๆที่ไกลกัน
แน่นอนว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนก็เหมือนกันหมด

แต่การออกมาสูดอากาศตอนเช้า มีลมทะเลพัดให้ผมกระจุย ลมตีหน้านั้น
ถ้าไม่มาทะเลก็หาไม่ได้นะเออ.. อีกอย่าง
การนอนตื่นสายนั้น สามารถทำที่ไหนก็ได้ แต่การตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นนั้น
ทำได้แค่ตอนมาเที่ยวเท่านั้น

หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นเรียบร้อย จนเริ่มร้อนได้ที่
เราก็ปีนบันไดร้อยขั้นขึ้นรีสอร์ตมาทานอาการเช้า
ก่อนจะกลับไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวไปดำน้ำ (ที่บ้าคลั่งมาก)

อาหารเช้าที่นี่ก็ตามมาตรฐาน อาหารเช้าทั่วไปครับ มีข้าวผัด เบคอน ไข่ดาว ไส้กรอก
แพนเค้ก ไก่ทอด ข้าวต้มกุุ้ง ซึ่งข้าวผัดนั้น ข้าวแข็งมากกกกก

ระหว่างกินข้าว เราก็เจอคนที่มาเที่ยวพร้อมเรา 2 คนครับ มาขอแชร์เรือไปดำน้ำด้วย
คือเนื่องจากว่า ค่าเรือไปดำน้ำที่หลีเป๊ะมี 2 ราคาคือ
Silver Package 1,500 บาท ไปดำน้ำใกล้ๆ ประมาณ 5 จุด
Gold Package 2,000 บาท ไปดำน้ำไกลๆ ประมาณ 8 จุด

ส่วนจำนวนคนที่ไปก็แล้วแต่เราว่าจะสามารถหาคนมาจอยได้เท่าไหร่
แน่นอนว่าเราเลือกแบบ Gold Package ไปเลย เพราะไหนๆก็มาแล้ว
ก็เอาให้มันเต็มที่ไปเลย ซึ่งตอนแรกคณะเรามี 4 คนก็ตกคนละ 500 บาท
ถือว่าไม่แพงนัก พอมีคนมาจอยอีก 2 ก็ยิ่งถูกลง ฮ่าๆๆ

นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าสน๊อกเกิ้ลอีก ราคาชุดละ 50 บาทครับ
ซึ่งถือว่าพลาดมากๆ เพราะตอนที่อยู่บนฝั่งเห็นราคาขายมันแค่ 200 บาทเอง
รู้งี้ซื้อมาด้วยก็ดี เพราะหลังๆผมรู้สึกว่าได้ไปดำน้ำบ่อยมาก

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าออกทะเลครับ เรือที่เรานั่งมาก็เป็นเรือหางยาวของชาวบ้าน
ที่เอามาตัดแปลงเป็นเรือท่องเที่ยว ซึ่งที่แรกที่เค้าพาเราไปก็คือ "ร่องน้ำจาบัง"
ที่รำลือว่ามีปะการัง 7 สีให้เราดู

ที่นี่น้ำแรงมาก ดังนั้นเค้าเลยมีเชือกมามัดโยงให้เราจับเวลาไปดำน้ำครับ
เพื่อที่ว่าจะได้ไม่โดนกระแสน้ำพัดไป แต่ถึงโดนน้ำพัดไป เราก็จะมีคนเรือน่ะล่ะครับ
ว่ายน้ำไปช่วยเอาเราเข้ามา ที่รู้เพราะว่า ผมเองก็โดนน้ำซัดลอยไปแล้ว
ก็ได้พี่ๆเค้าล่ะครับที่พากลับมา ฮ่าๆๆ

จากนั้นพี่คนเรือก็พาเรามาดำน้ำต่อที่เกาะไผ่ ซึ่งต้องว่าอลังการงานสร้างมาก
เพราะน้ำมันใสชิบหาย ใสแบบว่ามองเห็นพื่นได้เลย ตอนจังหวะลงตอนแรก
เราก็คิดว่าน้ำมันตื้นๆ ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าลึกมาก ใสมากกกกก
คนก็ไม่ค่อยเยอะครับ ทำให้สามารถดำน้ำว่ายไปดูอะไรได้ตามสะดวก แถมน้ำก็นิ่งด้วย

หลังจากดำน้ำที่เกาะไผ่ได้เกือบๆชม. คนเรือก็พาเรามาต่อที่เกาะหินงาม ซึ่งที่นี่จะแทนที่จะมีหาดทราย
เหมือนเกาะทั่วไป หามิได้ครับ มันกลับมีหินกลมกลึงอยู่แทน
สิ่งที่นักท่องเที่ยวทุกคนมาที่นี่ต้องทำก็คือการมานั่งเรียงเห็นให้ซ้อนกันสูงๆ
ว่ากันว่า ถ้าทำได้ถึง 7 ชั้น ก็จะได้รับพรให้สมประสงค์ อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าจริงไหม
แต่การมาเห็นหินเรียงซ้อนๆกันเต็มไปหมด มันก็ทำให้หลอนได้เหมือนกันนะ
หินพอโดนน้ำทะเลจะสะท้อนแสงแดดสวยมากครับ
ระหว่างที่อยู่เกาะหินงาม พี่คนคุมเรือก็บอกว่า เราใช้เวลาแต่ละที่นานเกินไปแล้ว จะทำให้เราไปที่อื่นไม่ครบ
เพราะมันจะมืดก่อน ดังนั้นเราเลยรีบทำเวลาออกจากที่นี่ทันที่ ซึ่งที่ที่เราไปต่อก็คือ เกาะหินซ้อนครับ

เกาะหินซ้อน มีสัญลักษณ์ที่เห็นง่ายมาคือ มีหินก้อนเท่าบ้านซ้อนกันอยู่ครับ
ซึ่งไม่รู้ใครเป็นคนเอามาซ้อน แถมซ้อนแบบหมิ่นๆ ให้ได้ลุ้นด้วย
แต่ Highlight ของที่นี่กลับไม่ใช่หินที่ซ้อนครับ ที่นี่มีจุดดำน้ำที่สวยมาก น้ำก็ใส
มีปะการังหลายสีให้ดู ปลาก็เยอะ เป็นจุดดำน้ำที่ผมชอบที่สุดแล้ว
ผ่านมาตรงนี้เราก็มาได้ทั้งหมด 4-5 จุดแล้วครับ แล้วก็มาแวะกินข้าวเที่ยงที่เกาะรอกลอย
เกาะรอกลอย เป็นเกาะที่มีหน้าหาดสวยมาก และมีชิงช้าให้นักท่องเที่ยวมานั่งถ่ายรูปกัน
น้ำก็ใส หาดก็ทรายขาวมาก




จากนั้นเราก็ออกจากเกาะมาดำน้ำกันต่ออีกหลายจุด ขออภัยที่ไม่ได้บันทึกภาพไว้
เพราะอย่างที่บอก มันเป็นการดำน้ำตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยัน 5 โมงเย็นแบบบ้าระห่ำมาก

สิ่งที่พลาดอย่างมากคือ ผมควรจะเช่า Fin มาซะเลย แล้วก็ใส่ Fin ดำน้ำซะ ซึ่งจะทำให้ชีวิตสบายขึ้นมาก
และสุดท้ายเราก็มาจบที่หาดทรายขาวเกาะราวี
พอตอนกำลังจะกลับไปที่หลีเป๊ะ ฝนก็เริ่มตกที่เกาะราวีครับ แต่ก็เหมือนเป็นการตกพอขำๆ
ให้อากาศมันเย็นๆครับ
แต่บนหาดที่เราพักก็ไม่ได้มีฝนแต่ประการใด ชิวๆมาก

สรุปแล้ว การมาดำน้ำที่นี่ประทับใจมากๆ นอกจากน้ำจะใสแบบเอาตายแล้ว
ธรรมชาติก็ยังดีอยู่มาก แม้จะเริ่มมีหอยเม่นอยู่เยอะในหลายๆที่แล้วก็ตาม
อีกอย่างคือ คนเรือที่นี่ใจดีมาก ไม่มีเร่ง ไม่มีโวยวายอะไรให้เราหงุดหงิด
ชอบมากครับ
และสุดท้ายตอนปิดวัน เราก็เดินมากินข้าวที่หาดพัทยาเช่นเคย
โดยเดินมากินข้าวที่บันดาหยารีสอร์ท ซึ่งเหมือนเป็นร้านขายอาหารให้ฝรั่งโดยเฉพาะ
(อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ บอกว่าเป็นพาสต้าซะงั้น)
อาหารรสชาติ ok เลย แถมออกเร็ว ไม่ต้องรอนาน ทั้งๆที่ร้านคนเยอะมาก
และน้องพนักงานเสิร์ฟอัธยาศัยดีมาก พอเราพูดดี เค้าก็พูดดี ดูแลเราดีด้วย ผิดขนบของร้านแบบนี้
ที่เห็นคนไทยเป็นหมา และชอบดูแลฝรั่งมากกว่า เพราะได้ทิป ฮ่าๆๆๆ

เราสั่งอาหารทั้งหมด 4 อย่าง ตกเท่าเดิมครับ 770 บาท ฮ่วย!!! เท่าวันก่อนเด๊ะ
จากนั้นเราก็เดินกลับมานอนที่รีสอร์ทตามเดิม พร้อมรอเดินทางกลับไปขึ้นเครื่องที่สงขลาในวันรุ่งเช้า
1