เรื่องที่(ไม่)เป็นเรื่อง

รอบอาทิตย์ที่ผ่านมามีเรื่องเกิดขึ้นรอบตัวผมมากมาย หลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่เกิดรอบตัวคนไทยทุกคน
หลายเรื่องก็เกิดกับผมและคนไทยอีกหลายคน หลายเรื่องเกิดกับผมคนเดียว

-- 1 --

วันพุธที่แล้วเป็นวันที่ทุกอย่าง "จบ" เกือบเป็นทางการ โดยที่ก่อนนั้นทั้งเช้า
กรุงเทพฯถูกปกคลุมด้วยควันหนาทึบจากการเผายางรถยนต์ของกลุ่มผู้สนับสนุนนปช.
ผมเห็นข่าวตั้งแต่เช้าโดยดูภาพจาก CNN แล้วก็คิดว่า นี่มัน "ซาราเจโว" ชัดๆ
แม้แต่สำนักข่าวต่างประเทศบางสำนักก็พาดหัวข่าวแบบที่ผมคิด

ตกบ่ายหลังจากการประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำ
สิ่งที่ตามมาก็เป็นสิ่งที่หลายคนรวมทั้งผมคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่า
ฝูงชนที่เดือดดาลและไม่มีคนควบคุม คงทำอะไรสักอย่างเพื่อระบายความโกรธ
และถ้าคนกรุงที่เดียงสาพอ คงรู้แต่แรกอยู่แล้วว่าหลายจุดรอบๆนั้น คงโดนเผาแน่นอน

เพราะทุกครั้งที่มีการชุมนุมจนกลายเป็นจราจล สถานที่ที่อยู่ใกล้การชุมนุมมักจะโดนเผาอยู่เสมอ
ไม่เชื่อไปถามกองสลากฯดูสิ ตอนพ.ค. 35 ก็โดยเผาซะเหี้ยน
เพียงแต่คนกรุงเทพฯพอเลิกงานเลิกเรียน
ไม่ได้ไปจีบกันที่กองสลากฯ ไม่ได้ไปกินข้าวที่กองสลากฯ
เลยไม่มีใครอาลัยอาวรณ์กัลกองสลากนัก
หรืออาจจะเพราะสมัยนั้นยังไม่มีอินเตอร์เนตก็ได้
เราก็เลยไม่รู้ว่ามีคนอาวรณ์กองสลากไหม
หรือถ้าจะมีก็คงเป็นเจ้ามือหวยที่อาจหงุดหงิดใจที่ไม่ได้ขายหวยไปหลายงวด

-- 2 --

การล่มสลายของ CTW เป็นปรากฏการณ์เล็กๆบนสังคมออนไลน์ของไทย
ที่มีคนอาลัยอาวรณ์คร่ำครวญกันเหลือหลาย จนผมอดพูดกับเพื่อนไม่ได้ว่า

คนกรุงเทพฯนี่น่าสงสารชิบหาย
แทนที่ความทรงจำดีๆในชีวีตจะเกิดกับธรรมชาติ เกิดกับศิลปะ
แต่สถานที่ในความทรงจำของคนที่นี่กลับกลายเป็นห้างสรรพสินค้า
บางคนไล่เรียงความทรงจำเกี่ยวกับห้างได้ตั้งแต่สมัยเรียนจนมาทำงาน
เหมือนชีวิตมันไม่มีที่ไป มีเวลาว่างไม่รู้จะไปไหน สุดท้ายก็ต้องไปเดินห้าง

พูดตรงๆว่าผมไม่รู้สึกอะไรนักกับห้างโดนเผา ผมมีแต่ความรู้สึกสงสารคนที่ทำงานในนั้น
ที่หลายคนอาจจะถึงขั้นสิ้นเนื้อปะดาตัว แต่กับเจ้าแท่งคอนกรีตนั้น
ผมไม่ได้มีความรู้สึกอะไรนอกไปจากเสียดาย

-- 3 --

แต่ status บน facebook มากกว่า ที่ทำให้ผมสะเทือนใจอย่างมาก
ผมได้เห็น status จากคนที่รู้จักมักคุ้น หลายคนที่เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน
ต่างออกความเห็นในเชิงดูหมิ่น เหยียดหยามคนชาติเดียวกันที่ต่างกันแค่ว่า
เค้าจนกว่า การศึกษาน้อยกว่า และอาศัยอยู่ในส่วนที่ไม่เจริญของประเทศ
บางคนถึงขนาดโพล่งออกมาว่า คนพวกนี้ตายๆไปเสียบ้างก็ดีแล้ว ประเทศจะได้เจริญ
หรือคนพวกนี้ก็เหมือนเรือบไรที่มาเกาะกินเมืองฟ้าอมรของพวกเค้าแล้วยังไม่สำนึกบุญคุณ
ถ้าไม่สำนึกบุญคุณก็ควรไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ

หลายคนที่แม้จะมีรากเหง้ามาจากที่เดียวกันกับคนที่มาชุมนุม
ก็ยังหล่นความเห็นแบบนี้ให้เป็นที่อ่อนอกอ่อนใจสำหรับผม

หลังจากอ่านความเห็นพวกนั้นอยู่เป็นอาทิตย์ สุดท้ายผมก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว
นั่นคือการลบความเห็นที่สะเทือนใจ ที่อ่านแล้วเครียดเหล่านี้ออกไปจาก facebook ผมเสียที
และลบบุคคลเหล่านี้ออกไปจาก facebook ผม

ทั้งนี้ก็เพื่อความสบายใจของตัวเอง และเพื่อสุุขภาพจิตของตัวเอง
จากนั้นก็พบว่าสันติสุขในชีวิตได้กลับมา
ผมสามารถเข้าไปเก็บผักและอ่าน Timeline ของเพื่อนได้อย่างสบายใจเหมือนเดิม

-- สุดท้าย --

แต่สิ่งที่ตามมาจากนั้นคือ

หลายคนคิดว่าการถูกลบชื่อออกจาก facebook คือการประกาศตัดเพื่อนตัดความสัมพันธ์
เลยเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างรุนแรง
ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าการมีชื่อเป็นเพื่อนในสังคนออนไลน์นั้น
เหมือนการประกาศว่าเราเป็นเพื่อนการอย่างเป็นทางการ
และการไม่มีชื่อหรือลบชื่ออกจากนั้น
คือการตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ
ทั้งๆที่ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อนเลย

สิ่งที่ผมสงสัยตามมาคือ

แล้วสมัยก่อนที่ไม่มี facebook ล่ะวะ แสดงว่าเราไม่เคยเป็นเพื่อนกันเหรอ
แล้วเพื่อนสนิทหรือน้องๆที่สนิทกับตรูหลายคนล่ะว่ะ ที่ตรูไม่ได้เพิ่มชื่อเข้ามาใน facebook
มันไม่เห็นคิดเลยว่า ตรูแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ตรูไม่เห็นว่ามันเป็นเพื่อน

ผมอยากจะบอกใครหลายๆคนว่า

ความสัมพันธ์ ความเป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้อง สำหรับผมมันไม่ได้เกิดจาก facebook ครับ
และผมไม่เคยได้เพื่อนสนิท หรือได้เพื่อนเพิ่มจาก facebook เลยแม้แต่คนเดียว

เพื่อน พี่ น้อง ที่ผมได้มา
ได้มาจากการรู้จักกันจริงๆ มีกิจกรรมทำอะไรร่วมกัน
ค่อยก่อเกิดเป็นความสัมพันธ์
และความสัมพันธ์นี้สำหรับผม
มันแข็งแรงเกินกว่าจะถูกทำลายด้วย web site ที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี
1