Awareness

การมาต่างบ้านต่างเมืองมันมีข้อดีอย่างหนึ่งคือช่วยเปิดโลกทัศน์ได้เยอะแยะเลยครับ
ถ้าเป็นการทำเที่ยวเป็นเวลาสั้นๆ
เราอาจจะไม่ได้อะไรมากนอกจากความตื่นตาตื่นใจหรือสังเกตเห็นอะไรบ้าง
มากบ้าง น้อยบ้าง ตามความช่างสังเกตุของแต่ละคน

ผมมา KL ครั้งนี้เป็นรอบที่ 8 แล้ว
แม้หลายเรื่องจะเริ่มเป็นเรื่องชินตาสำหรับผม
แต่หลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่เพิ่งมาตระหนักเหมือนกัน

เมื่อวานนี้ผมไปเดินเล่นที่ห่าง Pavilion ซึ่งเป็นห้างหรูของกัวลาลัมเปอร์
ปกติเวลามาเดินเล่นที่นี่ ผมไม่ได้ไปไหนมาก
นอกจากมุ่งตรงลงไปชั้นใต้ดินเพื่อซื้ออะไรแปลกๆกิน
แต่วันนี้นึกยังไงไม่รู้ เลยตัดสินใจเดินอ้อมจากข้างหลังมาเข้าทางด้านหน้าของห้าง
แล้วก็พอดีกับที่ห้างมีเทศกาล In-Door Balloon อะไรสักอย่าง
เลยเดินถ่ายรูปนั่นนี่เล่นไปเรื่อยๆ
จนสุดท้ายผมมาจบตรงที่ลากิจกรรมที่กำลังมีการสอนวาดรูปตัวตลกๆให้เด็กๆอายุ 3-4 ขวบ
โดยมีคุณตัวตลก ตัวเป็นๆมายืนเป็นแบบ

ตอนแรกผมหยุดดูรูปที่เด็กๆวาดเพราะคิดว่ามันน่ารักดี
โดยคนสอนก็สอนไปเรื่อย วาดตา วาดหู วาดจมูก
ฟังไปฟังมาเริ่มเอะใจว่า

เฮ้ย.... คนสอนมันพูดภาษาอังกฤษนี่นา
แล้วนี่ก็เด็กอายุ 3-4 ขวบ...

ค่อยมาตกใจว่า
เด็กเล็กๆที่นี่ แม่งฟังภาษาอังกฤษได้สบายๆเหมือนผู้ใหญ่แบบเราๆเลย

ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจเรื่องศักยภาพในการแข่งขันอย่างจริงจัง
และพอมามาเลเซียหลายๆรอบ ผมยิ่งเชื่ออย่างจริงจังว่า
ประเทศไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะไล่มาเลเซียทัน

ทำไมถึงเชื่ออย่างนั้น
ผมว่าเราต้องมาเริ่มพิจารณาปัจจัยพื้นฐานกันก่อน

From lawender's blog
เมื่อดูจากรายได้ต่อหัว
ปัจจุบันมาเลเซียเป็นประเทศอันดับ 2 ในภูมิภาคนี้รองจากสิงคโปร์
ซึ่งผมขอตัดบรูไนออกเนื่องจากสินค้าหลักของบรูไนมีอย่างเดียวคือน้ำมัน
ซึ่งทำให้รายได้ต่อหัวต่อประชากรของบรูไนสูงรองจากสิงคโปร์เท่านั้น
แต่เมื่อตัดบรูไนออก มาเลเซียก็เป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ แล้วตามด้วยไทย
แต่ถ้าเทียบรายได้ประชาชาติไทยเยอะกว่านะครับ แต่ประชากรเราเยอะกว่าเค้า

ทีนี้ถ้ายึดเอาวิธีแบ่งระหว่างประเทศพัฒนากับกำลังพัฒนา
ด้วยวิธีง่ายๆที่นักการเมืองชอบใช้กันก็คือ
ใช้เส้นแบ่งรายได้ต่อหัวประชากรที่ 15,000 ดอลลาร์ต่อปี
เราจะเห็นว่ามาเลเซียมาได้ครึ่งทางแล้ว ส่วนไทยยังมาได้ไม่ถึง 1 ใน 3

ถ้าไม่คิดแบบนักการเมือง มาดูจากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจ
ะพบว่ามาเลเซียวางรากฐานไปได้ไกลกว่าเมืองไทยมากแล้วครับ
อย่างแรกคือการย้ายสถานที่ราชการออกไปสร้างเมืองใหม่
มีสนามบินนานาชาติที่ได้รับการยอมรับให้เป็นเบอร์ 7 ของโลกมาสองปีติด
(ขณะที่สุวรรณภูมิมีแค่บางสำนักเริ่มพูดถึงในแง่ดี)
และเป็นเบอร์ 2 ของย่านนี้รองจาก Shangi ที่สิงคโปร์
ระบบขนส่งมวลชนที่เป็นใยแมงมุมเชื่อมต่อกัน
มี KL Central เป็น HUB ตรงกลางที่สามารถพาคุณไปไหนในประเทศได้
มีแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้แล้วเสร็จภายในไม่กี่ปีนี้
(โดยการตั้งสถาบันเพื่อเตรียมคนให้พร้อมตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว)

หรือถ้าไม่มองที่วัตถุ ผมว่ามองที่เรื่องคนได้ง่ายๆเลยครับ
เอาแค่ที่ผมเจอ ผมเห็นเป็นเรื่องปกติมาก
ที่ครอบครัวคนจีนมาเลย์ที่นี่จะคุยกับลูกตัวเล็กๆด้วยภาษาอังกฤษ
และเราคงไม่ต้องบอกกันแล้วว่าการรู้ภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วนั้น
สร้างศักยภาพในการเรียนรู้ขนาดไหน
(เอาว่าถ้าเราอ่านภาษาอังกฤษได้เหมือนภาษาไทยแล้ว
สาวก apple คงไม่ต้องมาอ่านข่าวที่ blognone ให้มันช้ำใจหรอกครับ)
ระบบระเบียบหลายอย่างที่สมควรมี
ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนรุ่นถัดๆไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

และที่ยิ่งกว่าคือ ขณะที่ไทยพยายามมองหาประเทศที่จะ
เป็นคู่แข่งของเราได้น้อยลงเรื่อยๆและระดับต่ำลงเรื่อยๆนั้น
ประเทศอย่างมาเลเซียกลับไม่เห็นประเทศไทยเราอยู่ในสายตานานแล้ว
ขณะที่ไทยเราภูมิใจกับกลุ่มปตท.ที่อยู่ใน Fortune 500 Company
แต่ PETRONAS ของมาเลเซียเข้าไปอยู่ใน 3 บริษัทที่ยื่นประมูลสัมปทานบ่อน้ำมันในอิรักกันแล้ว
(รู้ไหมครับว่า MS Word ของคุณรู้จักคำว่า PETRONAS นะครับ แต่ไม่รู้จัก PTT)

ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียประกาศวาระแห่งชาติ
และแผนการดำเนินงาน 10 ด้านที่จะผลักดันประเทศตัวเอง
ให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายใน 10 ปี
ประเทศไทยกลับทำได้แค่เชื่อคำพูดของรัฐมนตรีช่วยว่าการฯคนหนึ่งที่บอกว่า
ไทยก็มีแผนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน 10 ปีเหมือนกัน
โดยไม่บอกว่าจะทำยังไง แล้วคนไทยทั้งหลายก็วางใจและนอนตาหลับกันต่อไป
ทั้งๆที่เราควรจะตกใจและตั้งคำถามต่อว่า

เราจะทำได้ยังไง
และเรามีแผนการยังไงกับการเพิ่มทุกอย่างทั้งรายได้ คุณภาพชีวิต
อีกเกือบ 3 เท่าในเวลาแค่ 10 ปี

ผมเห็นคำพูดของคนไทยหลายคนที่พูดว่า “นี่ไง เราก็มีแผนเหมือนกัน” แล้วหดหู่ใจนะครับ

ประเทศหนึ่งออกไปท้าทายโลก วางแผนอนาคตเพื่อคนรุ่นถัดไป
ขณะที่อีกประเทศหนึ่งทำได้แค่ดูรอยเท้าของคนอื่นและหลอกตัวเอง ทะเลาะกับเงาของตัวเองไปวันๆ

มันน่าเศร้าไหมครับ
3