วาทกรรมเรื่อง คนกรุงเทพฯ

ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ อันนี้หลายๆท่านคงทราบ
เป็นคนต่างจังหวัดที่อพยพเข้าเมืองมาหากินในกรุงเทพฯตั้งแต่เรียนจบ
ทุกวันนี้พอถามตัวเองหรือมีคนถามว่าเป็นคนที่ไหน
ผมก็ตอบเสมอว่า ผมเป็นคน "ขอนแก่น" เป็นคน "อีสาน"

ที่ต่างจังหวัด ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก เรามักจะได้ยินคำเล่าอ้างต่างๆของคนกรุงเทพฯเสมอ
เช่นคนกรุงแล้งน้ำใจ คุณกรุงขี้หงุดหงิด คนกรุงเทพฯเจ้ายศเจ้าอย่าง

วาทกรรมเหล่านี้ ผมว่าคนต่างจังหวัดไม่เคยมีคนไหนไม่เคยได้ยิน
พอมาอยู่กรุงเทพฯนานๆ ผมก็สรุปไปได้เองบ้างว่า สังคมไหน มันก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
แล้วแต่ว่าเราจะมองจากจุดไหน

คนต่างจังหวัดเข้ามา เห็นผู้ชายบนรถเมล์ไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง
แน่นอนว่าอาจจะตัดสินไปเลยว่าคนกรุงเทพฯ มันไร้น้ำใจจริงๆ
แต่ผู้ชายคนนั้นอาจจะบอกว่า เนี่ยก็ยืนบนรถเมล์มาตั้งแต่ต้นสาย ยืนมาเกือบชม.จนเหนื่อย
พอมีที่นั่งว่างก็ขอนั่งหน่อยเถอะ วันนี้มันเหนื่อยจริงๆ

ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องอยู่กันคนละถิ่นฐาน
ตราบใดที่สภาพทางภูมิศาสตรยังแตกต่างกัน

วาทกรรมแบบนี้ ยังมีมาให้ได้ยินอยู่เสมอ
ผมว่าเราเรียกมันอีกแบบก็ได้ว่า เป็น "วาทกรรมของคนนอก"

คนนอกนั้นอาจจะเป็นคนต่างจังหวัด มองคนเมือง คนกรุงเทพ
หรือเป็นคนกรุงเทพ มองคนต่างจังหวัด คนบ้านนอก
หรือเป็นคนต่างชาติมองคนไทย
หรือเป็นคนอเมริกัน มองคนญี่ปุ่น

วาทกรรมแบบนี้ หลายครุ้งนะครับที่มันสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นคำด่า
หรือกลายเป็นคำดูถูกถ้าไม่ระวังตัว

วันก่อน ผมไปตอบกระทู้ในเวบ "ปลากัดดอทคอม" มา
เพราะมีเพื่อนบ้านในหมู่บ้านมาตั้งกระทู้เล่าว่าบ้านอีกหลังที่อยู่ในซอยเดียวกัน
มาจอดรถขวางที่กลับรถ เลยทำให้เค้าเองประสบความลำบาก
แล้วเค้าก็เลยตั้งคำถามว่า เออ... ปัญหานี้ก็เห็นมีทุกซอยในหมู่บ้านที่ผมอยู่
อยากรู้ว่าแต่ละซอยแก้ปัญหากันยังไง

ประเด็นหลักๆ ผมก้ตอบไปว่า ก็ง่ายๆนะ เดินไปพูดคุยทำความรู้จักเค้าสิ
แล้วค่อยบอกเค้าว่า ที่เค้าจอดรถแบบนั้นมันทำให้เราลำบาก ขอให้เค้าช่วยแก้ไขหน่อย
แล้วผมก็เล่าเรื่องบ้านผมว่าผมก็ทำแบบที่บอกน่ะล่ะ วันนี้ก็อยู่กันสบายใจดี

แต่ผมดันไปหล่นความเห็นส่งท้ายว่า

"ในฐานะที่เป็นคนต่างจังหวัดขอทักนิดนึงครับว่า
ปัญหาแบบนี้ ต่างจังหวัดจะมีน้อยกว่ากรุงเทพ
อาจจะเพราะว่าคนต่างจังหวัดเค้ารู้จักกันหมด
พอมีอะไรแบบนี้เค้าเลยง่ายที่จะเดินไปคุยกัน
ปัญหามันก็เลยไม่ค่อยมี

แต่คนกรุงเทพฯเนี่ย ไม่รู้จะอะไรหนักหนานะครับ
เรื่องแบบนี้แค่เดินไปคุยกัน ปัญหาก็จบแล้ว ทำไมไม่ทำ"

แหม... เป็นเรื่องเลยครับ เป็นเรื่อง
เพราะผมเองก็โดนกัดซะเลือดสาดทันที โดยที่ผมไม่รู้ตัว
กว่าจะบางอ้อว่าการหล่นความเห็นที่เป็น "วาทกรรมของคนนอก"
กล่าวหาคนกรุงเทพฯแบบนั้นมันแรงมาก ทำให้คนอื่นรับไม่ได้ และไม่พอใจ

ผมเองก็ลืมไปว่าปกติคนทุกกลุ่มก็อ่อนไหวและเปราะบางอยู่แล้ว
แต่คนกรุงเทพฯจะอ่อนไหวเป็นพิเศษถ้าโดนวิจารณ์จากคนต่างจังหวัด
เลยโดนจัดชุดใหญ่ไปเลย

ผมเองก็ลืมไปว่าคนกรุงเทพฯเป็นกลุ่มคนที่เราต้องทะนุถนอมเป็นพิเศษเพราะพวกเค้าเปราะบาง
และรับการวิจารณ์ได้ต่ำเป็นอย่างยิ่ง คนกรุงเทพฯรับไม่ได้แน่นอนถ้าเค้าจะโดนวิจารณ์ว่า
ไร้น้ำใจ โดนหลอกง่าย ชอบดูถูกคนต่างจังหวัด

เพราะเค้าคิดว่ามันไม่จริง

ไร้น้ำใจที่ไหน ที่เมืองไทยน้ำท่วม ถามว่าใครบริจาคเงินไปช่วยมากที่สุดถ้าไม่ใช่คนกรุงเทพฯ
โดนหลอกง่ายที่ไหน ถามว่าใครละที่ไล่ทรราชย์หน้าเหลี่ยมออกไป ทำให้เมืองไทยตอนนี้มีนายกฯมือสะอาด บ้านเมืองไม่มีคอรรัปชั่น
ชอบดูถูกคนต่างจังหวัดที่ไหน ใครกันเล่าที่พอของ OTOP มาขาย ก็ไปช่วยซื้อเป็นล่ำเป็นสัน ช่วยเอาเงินไปเที่ยวให้คนต่างจังหวัดมีรายได้

เชื่อเหอะว่าใครหล่นวาทกรรมนี้ออกมา เป็นโดนกัดเลือดสาด
เพราะจะมีคนมากมายเลยที่จะออกมาบอกว่า ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้น อย่าเหมารวม
หรือฉันมีเหตุผลของฉันอย่ารวม ฉันไม่ได้เป็นอย่านั้น อย่ามาวิจารณ์

แต่หลังจากนั้น เขาหรือเธออาจจะไปวิจารณ์การแต่งตัวของคนที่เดินผ่านมาว่า

"ลาว"
"เสี่ยว"
"บ้านนอก"

หรืออาจจะจับกลุ่มวิพากษ์การเมืองแล้วหล่นคำว่า

"โง่"
"ถูกซื้อ"
"ควาย"

หลายคนก็เริ่มพบสัจจธรรมนี้แล้ว แล้วก็เริ่มคิดได้ว่า
ในเมื่อคนกรุงเทพฯเป็นอย่างนี้ เราจะมามัวเสียเวลาเจ็บช้ำน้ำใจทำไม
เพื่อปรับตัวอยู่กับคนกรุงเทพได้ เราก็สร้างสิ่งที่คนกรุงเทพฯต้องการ
แล้วหาประโยชน์จากมันดีกว่าไหม

ว่าแล้วก็มีคนเริ่มสร้างบรรยากาศหลอกๆ
เพื่อสูบเงินคนกรุงที่หลบมาเที่ยวกันอย่างหลงไหล
คุณจะเห็นมันได้ที่หัวหิน ปาย เชียงคาน สุพรรณ อัมพวา
อีกหน่อยคุณจะเห็นมันที่หนองคาย อุดร ลำปาง ขอนแก่น
อีกหลายที่เรื่อยๆ

ถึงวันนั้น คนนอกทั้งหมดอาจจะอยากบอกว่า

สาธุ... ขออย่าให้พวกเค้ารับคำวิจารณ์ได้ หรือรู้จักตัวเองเล้ยยย ลูกจะได้รวยๆ (ฮา)
0