สรุป Year 2012

ปี 2012 เป็นปีที่ชีวิตยุ่งขิงมากครับ ยุ่งมากจนไม่อยากหยิบจับหรือทำอะไร แต่ก็เป็นอีกปีที่ชีวิตผมเองมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมากมาย

เรื่องส่วนตัว

เริ่มตั้งแต่ต้นปีที่ต้องเตรียมงานแต่งงานของตัวเอง ซึ่งผมโชคดีมากที่ว่าที่ภรรยา มีความคิดคล้ายๆกัน

คือผมเคยคิดเสมอว่าทำไมงานแต่งงาน เราถึงไม่เชิญเฉพาะคนที่เรารู้จัก ทำไมไม่จัดงานเล็กๆที่อบอุ่น เมื่อต้องจัดงานแต่งงานของตัวเอง ก็เลยพยายามสเกลงานอย่างที่อยากได้ เราจัดงานเช้าที่ Siam House ที่มีบรรยากาศไทยๆ แล้วเชิญแค่ญาติๆมางาน และเพื่อนสนิทอีกไม่กี่คนที่มาช่วยงาน

เราจัดงานเย็นที่ร้านอาหารแถวบ้าน ที่เป็นร้านที่มีบรรยากาศออกแนวสวน มีต้นไม้ มีดอกไม้แบบที่เราอยากเป็น แน่นอนว่างานมีข้อผิดพลาดบ้างอะไรบ้าง แต่มองภาพรวมเราก็ยังเป็นงานแบบที่เราอยากได้

การใช้ชีวิตคู่ถือเป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งของชีวิตที่ทำให้ชีวิตมันสมบูรณ์ครับ

เรื่องเรียน

ได้เริ่มต้นเรียนโท MBA ที่จุฬาฯ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เคยอยากเรียน แล้วก็ไม่อยากเรียนแล้วเพราะชีวิตเริ่มนิ่ง แต่ด้วยการผลักดันของคุณภรรยาที่พยายามกระตุ้นให้ไปสอบ รวมกับที่ที่ทำงานเริ่มเจอปัญหาหลายเรื่องแล้วเราเลยมีแรงกระตุ้น อยากรู้อยากเห็นว่า ถ้าต้องแก้ปัญหาทางธุรกิจแบบมีหลักความรู้มันจะแก้ยังไง เลยเป็นเหตุให้ไปลงสอบ CU-BEST ซึ่งตอนแรกกะว่าจะไปลองสอบดูข้อสอบเฉยๆ ว่าเค้าออกข้อสอบแบบไหน แล้วก็ได้วัดตัวเองว่ามีความรู้อะไร และขาดอะไร เพื่อจะได้เอามาวิเคราะห์เพื่อเตรียมตัวสอบจริง ดังนั้นผมเลยไปสอบแบบไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย

แต่กลายเป็นว่า ดันสอบได้คะแนนดี ดีพอที่จะเอาไปใช้ยื่นสมัครได้ ก็เลยยื่นสมัคร จนได้เข้าเรียนตั้งแต่เดือนกันยาที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ผ่านไปจะครบเทอมแล้ว ปลายเดือนนี้ก็สอบ final แล้ว

ซึ่งเรียนมาเทอมนึงก็พบว่าตัวเองได้อะไรหลายอย่างที่พอจะคุ้มกับเงินที่ต้องเสียไป คือจริงๆแล้ว ความรู้ที่เรียนหลายอย่าง เป้นความรู้ที่เราพอจะหาเองได้ไม่ยากนัก แต่การเสียเงินเรียนมันก็ช่วยให้เราไม่ต้องมาจัดลำดับการเรียนรู้เอง และบังคับให้เราต้องใช้เวลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 10 ชม. ไปกับการเรียนอย่างจริงจัง ซึ่งผมคิดว่า ถ้าไม่มาเสียเงินเทอมละห้าหมื่นเป็นค่าเรียน ก็คงจะทุมเททำอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองยาก

เรื่องเงิน

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เริ่มต้นเดินตามแผนทางการเงินที่วางไว้ ความโชคดีมาจากตอนต้นปีที่ได้ไป One On One กับคุณประภาส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนของหลักทรัพย์กรุงศรีฯ เลยทำให้ได้มองเห็นภาพการลงทุนจริงจังขึ้น คือไอ้เรื่องนี้ก็เหมือนเรื่องเรียนล่ะครับ คือจริงๆมันเป็นความรู้ที่ผมเองพอจะมีอยู่แล้ว แต่ไม่มีเวลามาจัดเรียงให้มันเป็นระบบ (หรือที่เค้าเรียกว่าตกผลึก) พอได้ไปคุยแบบนี้ เลยทำให้ชีวิตการเงินมีระบบมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าปีที่ผ่านมายังเดินไม่ได้ถามแผน แต่ก็ทำให้ชีวิตได้ทำ road map ทางการเงิน ได้เห็นความต้องการของตัวเองว่า จริงๆแล้วผมกับภรรยา ต้องการเงินในการใช้ชีวิตตอนเกษียนแค่ 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เดินได้สบายๆกับวิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือน ถ้าวางแผนทางการเงินดี และใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย

และปี 2013 ก็เป็นปีที่จะใช้ Six Jars อย่างจริงจัง

สรุปแล้วปี 2012 ก็เป็นปีที่มี Progress ดีในหลายด้านจนน่าพอใจสำหรับตัวเองครับ
0